Paracetamol

มารู้จักพาราเซตามอลกันเถอะ

นึกไม่ออกให้บอกยาพารา นี่คงเป็นยาสามัญประจำตัวที่หลายคนพกไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ เพราะถือว่าเป็นยาที่บรรเทาอาการปวดได้อย่างลากหลาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดจากข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และสามารถใช้เป็นยาลดไข้ได้ แต่จะไม่สามารถรักษาอาการปวดขั้นรุนแรง เช่น แผลผ่าตัด หรือมะเร็งได้  ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับยาพาราเซตามอลให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยาและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

พาราเซตามอล

พาราเซตามอล (Paracetamol)หรือ อะเซตามีโนเฟน (acetaminophen) ทั้งหมดย่อมาจาก para-acetylaminophenol เป็นยาที่สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) มีฤทธิ์แก้ปวดและลดไข้ ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่มักใช้เพื่อบรรเทาไข้ อาการปวดศีรษะ และอาการปวดเมื่อย และรักษาให้หายจากโรคหวัดและไข้หวัด โดยจะประกอบด้วยยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (NSAIDs) และโอปิออยด์ พาราเซตามอลมักใช้รักษาอาการปวดพื้นฐานถึงการปวดอย่างซับซ้อน โดยทั่วไปพาราเซตามอลจะปลอดภัยต่อมนุษย์หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากได้รับปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานของตับได้ 

ใช้ยาพาราเซตามอลอย่างไรถึงจะเหมาะสม

การใช้ยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมนั้นจะต้องอยู่ในระหว่าง 10 – 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ ดังนั้นการรับประทานยาจึงควรให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรรับประทานเท่ากับ 500 – 750 มิลลิกรัม (ก็คือพาราเซมอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 1 เม็ดนั่นเอง) เด็กไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 5 วัน ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 10 วันผู้ที่เป็นไข้ (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3 วัน

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยาพาราเซตามอล

  1. ไม่ควรใช้ยาเกินครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ต่อ 4–6 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  2. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับ และโรคไต ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาพาราเซตามอล
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยา เพราะอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ตับจะถูกทำลายมากขึ้น
  4. สตรีมีครรภ์ และสตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาพาราเซตามอล
  5. เด็กที่ต้องใช้ยานี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเด็กเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย
  6. หากกำลังใช้ยาอื่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรืออาหารเสริมใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  7. หากใช้ยาแล้วเกิดอาการผิดปกติใด ๆ ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถรักษาอาการได้ทันท่วงที