ลูกเป็นผื่นคัน ใช้ยาแก้แพ้ผื่นได้เลยไหม? สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนให้ลูกกินยา
เมื่อเห็นลูกมีผื่นแดงขึ้นตามตัว คัน งอแง หรือดูไม่สบายผิว อาจทำให้พ่อแม่หลายคนใจไม่ดี แต่การจะให้ลูกกินยาแก้แพ้ผื่นในเด็ก ไม่ว่าจะเด็กเล็กหรือเด็กโตก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอได้ ดังนั้นพ่อแม่ควรรู้ก่อนว่าผื่นแบบไหนให้ยาได้ และ ผื่นแบบไหนไม่ควรให้โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและช่วยให้การดูแลลูกปลอดภัยที่สุด
ผื่นคันในเด็ก ไม่ใช่ทุกอาการที่ใช้ยาแก้แพ้ผื่นได้
ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่ยาแก้แพ้ผื่น พ่อแม่ควรทราบก่อนว่าผื่นในเด็กเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่อากาศร้อน ผิวแพ้ง่าย สัมผัสสารระคายเคือง ไปจนถึงอาหารหรือไรฝุ่น ซึ่งบางชนิดอาจดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา แต่บางชนิดก็ต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแต่ละสาเหตุก็ต้องการการดูแลรักษาที่แตกต่างกันออกไป เช่น
1. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะของผื่นมักจะแห้ง แดง คันมาก และเป็น ๆ หาย ๆ ไม่ใช่การแพ้อาหารหรือสิ่งของเฉียบพลัน ทั้งนี้ การใช้ยาแก้แพ้ผื่นชนิดกินอาจช่วยลดอาการคันได้บ้าง
2. ผื่นแพ้สัมผัส เกิดจากการสัมผัสสารบางอย่าง เช่น น้ำลาย สบู่ ผงซักฟอก แมลงกัดต่อย หรือความชื้น โดยทั่วไปผื่นมักจะขึ้นเฉพาะบริเวณที่สัมผัส การรักษาหลักคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
3. ผื่นลมพิษ มักมีลักษณะเป็นปื้นนูน บวม แดง และคันมาก ส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้อาหาร ยา หรือแมลงกัดต่อยเฉียบพลัน กรณีนี้แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้แพ้ตามความเหมาะสม
4. ผื่นติดเชื้อ เช่น เชื้อรา หรือเชื้อไวรัส การติดเชื้อเหล่านี้ต้องการยาเฉพาะทาง ไม่ใช่ยาแก้แพ้ทั่วไป
3 ข้อสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนให้ลูกกินยาแก้แพ้ผื่นในเด็ก
หากผื่นที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอาการรุนแรง เช่น ผื่นแพ้เล็กน้อย หรือผื่นลมพิษที่ไม่รุนแรง พ่อแม่หลายคนอาจตัดสินใจใช้ ยาแก้แพ้ผื่นที่มีอยู่ แต่ก่อนจะทำเช่นนั้น มี 3 สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอ ดังนี้
1. อย่าเพิ่งให้ยาแก้แพ้ผื่นในทุกกรณี ในกรณีที่ผื่นมีลักษณะเฉพาะ เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำ ผื่นแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมที่ปาก ตา หรือลูกมีอาการซึม อาเจียน หอบเหนื่อย การรีบให้ยาอาจบดบังอาการที่สำคัญ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น และอาจทำให้การรักษาล่าช้าในกรณีที่เกิดอาการแพ้รุนแรง
2. ต้องทราบชนิดของยาและขนาดยาที่ถูกต้อง ยาแก้แพ้ที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่มหลัก คือ
- กลุ่มที่ทำให้ง่วงนอน: เช่น Chlorpheniramine, Diphenhydramine ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงคือทำให้ง่วงมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายในเด็กเล็ก หรือรบกวนการเรียนรู้ในเด็กโต
- กลุ่มที่ง่วงน้อยหรือแทบไม่ง่วง: เช่น Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine มักเป็นกลุ่มที่แพทย์นิยมใช้มากกว่า เพราะมีผลข้างเคียงเรื่องง่วงซึมน้อยกว่า
3. การดูแลเฉพาะที่สำคัญกว่ายาแก้แพ้ชนิดกินเสมอ ไม่ว่าสาเหตุของผื่นจะเป็นอะไรก็ตาม การดูแลผิวหนังและการลดอาการคันโดยไม่ต้องใช้ยาชนิดกิน มักเป็นเรื่องที่สำคัญของการรักษา เช่น การประคบด้วยผ้าเย็นสามารถช่วยลดอาการคันและการอักเสบได้ดีในหลายกรณี ร่วมกับการดูแลอื่น ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ หรือการทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นสูง เพื่อลดอาการผิวแห้งคัน แต่ถ้าหากมีอาการอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้แพ้หรือลดอักเสบชนิดทาเพื่อช่วยลดอาการเฉพาะที่
แม้ว่ายาแก้แพ้ผื่นสำหรับเด็กจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการบรรเทาอาการคันและผื่นแพ้ แต่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ได้ในทุกกรณี คุณพ่อคุณแม่ควรแยกแยะให้ได้ว่าอาการแบบไหนสามารถใช้ยาได้ และอาการแบบไหนที่ต้องรีบนำลูกไปพบแพทย์ทันที ที่สำคัญคือ ไม่ควรมองข้ามการดูแลผิวหนังเฉพาะที่ ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญในการบรรเทาอาการผื่นคันอย่างปลอดภัย
